
กราบสวัสดี พบกับการรีวิวใหม่ล่าสุด กับสมาร์ทโฟน เริ่มต้นที่เหมาะกับคนที่ชอบสมาร์ทโฟน แบตอึดๆ ดีไซน์สวย ล้ำช่วงนี้แรมแพง ชิปแพง แต่รอบนี้ตัวนี้ก็ยังคงทำราคาได้ค่อนข้างดี รวมถึงการใช้งานก็จัดเต็มแบบรอบด้าน Tecno Pova 8 Series 5G จึงออกมาเขย่าตลาดอีกรอบด้วยดีไซน์ยานอวกาศไซไฟ พ่วงกิมมิกไฟ Alive Matrix Display ด้านหลังเครื่อง ฝั่งน้องเล็ก Pova 8 5G มาแนวสายถึกจัดๆ ยัดแบตเตอรี่มหาศาลถึง 8,000 mAh เน้นเปิดจอลากยาว 2 วันแบบไม่ต้องพกพาวเวอร์แบงค์ ส่วนรุ่นพี่ Pova 8 Pro 5G ยอมลดขนาดแบตเพื่อรีดตัวเครื่องให้บางเฉียบเหลือแค่ 7.39 มม. แล้วประเคนสเปกพรีเมียมอย่างจอ AMOLED 1.5K 144Hz, กล้องติดกันสั่น OIS และมาตรฐานกันน้ำถึกทนขั้นสุดอย่าง IP69K มาให้
ก่อนจะรีวิวเรามาเริ่มทำพิธีกันก่อน ซึ่งนั้นคือ พิธีแกะกล่องว่าข้างในมีอะไรมาให้บ้าง เพื่อให้รู้ว่า เฮ้ยซื้อไปแล้วเนี่ย คุณจะได้อะไรบ้างในกล่อง ถ้าไม่มีเครื่องนี้ฮาเลยนะ
อุปกรณ์ที่แถมมาให้ถือว่าครบครัน ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อเพิ่ม
- ตัวเครื่อง Tecno Pova 8 5G Series
- เข็มจิ้มถาดซิม พร้อมคู่มือและใบรับประกันสินค้า
- เคสป้องกันตัวเครื่อง
- หัวชาร์จ Adapter 45W Super Charge + สายชาร์จ
ประมาณนี้ครับ ดีไซน์ตัวเครื่องมาในธีม interstellar Spaceships โดยตัวเครื่อง Pova 8 5G สีขาว Arc White ให้ฟีลลิ่งบอดี้แน่นหนา ทนทาน ส่วน Pova 8 Pro 5G จะเป็นสี สีดำกราไฟต์ ซึ่งดีไซน์ไม่ค่อยแตกต่างกันมาก
เริ่มจาก Tecno Pova 8 5G ก่อน ตัวเครื่องหนา 8.8 มม. น้ำหนักอยู่ที่ 225 กรัม รู้สึกมีน้ำหนักเต็มมือพอสมควรเนื่องจากแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ตัวเครื่องผ่านการทดสอบความทนทานระดับกองทัพ MIL-STD-810H และได้มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP64 มีถาดซิมแบบ 2 ช่อง Nano-SIM
มาพร้อมกับหน้าจอด้านหลัง หน้าจอ Alive Matrix Display
ในด้านของหน้าจอหลักมาพร้อมกับขนาด 6.76 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ รีเฟรชเรทแบบตรึงๆ 144 Hz ความสว่างสูงสุด 950 nits ถามว่าเป็นยังไงบ้าง ส่วนตัวคิดว่า มันเป็นหน้าจอ IPS ที่สวยมากๆ แต่การสู้แสง อาจจะสู้รุ่นพี่ไม่ได้ คือผมลองเอาไปที่แดด จ้าๆ แล้วก็อาจจะสู้ไม่ค่อยไหว ต้องเอามือป้องเพื่อดูข้อมูล ดูหน้าจอ ในด้านของขุมพลัง มาพร้อมกับชิป Mediatek Dimensity 7100 5G เพียงพอกับการใช้งานทั่วไป แต่ถ้าจะเล่นเกมส์สเปกสูงๆ อาจจะยังสอบไม่ผ่านนะครับ ซึ่งมันก็คือเรื่องปกติ ในรุ่นเริ่มต้นจะมาพร้อมกับ RAM 6GB และ มีแรมเสมือนมาให้อีก 8GB และหน่วยความจำ เริ่มต้นที่ 128GB ซึ่งผมแนะนำว่าไหนๆ แล้วซื้อใช้่งานยาวๆ เลือก 256GB ไปเลยดีกว่า
ถามว่าการใช้งานเป็นยังไงบ้าง เอาส่วนตัวผมเลยนะ มันดีมากๆ ในมุมมองของคนที่ใช้งานธรรมดาๆ แบตเตอรี่อึดแบบ อึดจริง อึดจัง ผมทดสอบจากการใช้งานเลย 2 วันแบบไม่ชาร์จ ผลลัพธ์คือเหลือๆ แต่ถ้าเล่นเกมส์แบบสุดทาง ก็อาจจะอยู่ได้ไม่ถึง 2 วัน ในช่วงวันแรกๆ ผมลองเล่นแบบหนักๆ เปิดๆ ปิดๆ ใช้งานกลางแจ้ง เปิด Map เปิดเฟส ไถ่ไลน์ ปัด IG ซัด Screen On Time ไป 8 ชั่วโมง
แบตเตอรี่ยังเหลือสูงถึง 37% ซึ่งแน่นอนว่าผม สามารถใช้งานข้ามวันได้แบบสบายๆ ฉะนั้นแล้วใครที่กังวล กลัวแบตจะหมดระหว่างวัน หมดห่วงสบายตัวได้แน่นอน เหมาะสำหรับ ไรเดอร์ส่งอาหาร คนที่ชอบเปิดแมพเดินทางทั้งวัน คือโคตรตอบโจทย์จริงๆ แต่ติดตรงที่หน้าจอแหละครับ ว่ามันสู้แสงดีไม่เท่า ซึ่งเวลาติดมอไซต์ อาจจะต้องหาที่บังแดดให้น้องหน่อย สบายหายห่วงแน่นอน ซึ่งมันเหมาะกับไรเดอร์ เพราะ รุ่นนี้ไม่มี OIS เวลาตั้งบนมอไซต์ มันสั่นไหว ถูกไหมครับ มันลดความเสี่ยงที่กล้องจะกลับบ้านเก่าด้วย ไปๆ มาๆ ผมชอบใช้มันอยู่นะ
มาต่อในส่วนของหน้าจอกันอีกนิด มันสามารถตั้งค่าได้เป็นแบบ Adptive ก็ได้ หรือ เราสามารถจะตั้งไว้สูงสุดเลยก็ได้ หรือ ตั้งค่าแต่ละแอพให้รองรับ รีเฟรชเรตเท่าไหร่ๆ ก็สามารถทำได้ ซึ่งมันช่วยให้ประสบการณ์การใช้งานลื่นไหลขึ้น และยังช่วยลดการใช้แบตลงด้วย เล็กน้อย
มาถึงอีกหนึ่งสิ่งที่ทาง Tecno ใส่มาให้มันคือหน้าจอ dot ที่มีลูกเล่นค่อนข้างหลากหลาย ผมมองว่าเป็นอีกหนึ่งของเล่น กิมมิกเล็กๆ ที่ทางแบรนด์ใส่มาให้ แต่ส่วนตัวคิดว่ามันเล็กไปหน่อย แต่มันดีตรงที่สามารถปรับแต่งได้หลากหลาย ไม่ต้องไปดาวน์โหลดแอพจากภายนอกเพื่อแต่ง สามารถปรับแต่งการแจ้งเตือนให้มี สถานะต่างๆ ได้ และ มีลูกเล่น อีกมากมาย ที่รอให้ทุกท่านมาสัมผัส
ในด้านของประสิทธิภาพการใช้งาน คะแนน Antutu จะอยู่ที่ราวๆ เกือบ 800,000 คะแนนครับ ซึ่งมันคือชิปเซ็ตระดับกลางๆ ไม่ได้แรงจ้า อยู่ระหว่างกลางๆ ผมเทสไปหลายๆ อย่าง ทั้งการนำทาง ก็ถือว่าใช้งานได้ดี แต่มันจะมีแกว่งๆ บ้างแต่ส่วนมากจะเป็นบริเวณใต้สะพาน หรือ ทางด่วน มีเจอบ้างครับแต่รวมๆ แล้วใช้งานดีเลย
ในด้านของเกมส์ ผมไม่ค่อยได้เล่นเท่าไหร่ แต่จากลองจากเกมส์ Freefire / Racing Master / Call of Duty / ROV ก็สอบผ่านอยู่นะครับ ตัว Freefire ลื่นไหลมากๆ แต่ Racing Master อยู่ระดับกลางๆ ไม่ได้ลื่นมาก ด้วยชิประดับนี้ ฉะนั้นแล้วใครซื้อไปเล่น ROV / Freefire / Call of Duty หายห่วงแน่นอน
โหมดเกมส์ของ Tecno ปรับแต่งได้เยอะมากๆ เยอะจริงๆ ทั้งช่วยการ สัมผัส กันนิ้วลั่น ปรับแต่งให้ทัชติดนิ้วเวลาเล่น ปรับเร่งประสิทธิภาพเครื่องให้แรงขึ้น และอื่นๆ รวมถึงสามารถเข้ามาปรับการชาร์จแบบ By Pass ได้ภายในนี้
ในแง่ของกล้อง สำหรับกล้องของ Pova 8 5G มาพร้อมกับกล้องหลัง เซนเซอร์ในเลนส์หลักใช้ของ Sony เซนเซอร์ Lytia 600 50 ล้านพิกเซล และ กล้องหน้า 13 ล้านพิกเซล ในแง่ของภาพ ลองดูภาพตัวอย่างดูครับ
แต่ในแง่ของ ฟีเจอร์ให้มาโคตรเยอะ 555+ มีทั้ง AIGC โดยถ่ายภาพตัวเองแล้วใช้ AI ในการปรับแต่ง รวมถึงแอพแกลลอรี่ ที่ให้โหมดต่างๆ มาเยอะทั้งลบวัตถุ บุคคล ลบแสงสะท้อน ขยายภาพเพิ่มเติม และอื่นๆ ส่วนภาพถ่าย ลองดูจากโพสต์นี้ได้เลยครับ ไม่แต่งเพิ่มเติมนะครับ








ประมาณนี้เลยครับ ในส่วนของการถ่ายวีดีโอ สามารถถ่ายได้ที่ความละเอียด 2K 30FPS ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง ครับประมาณนี้ ในส่วนของราคาเริ่มต้นที่ 9,990 บาท
ในส่วนของ Tecno Pova 8 Pro ขยับไปใช้ชิป Dimensity 7400 Ultimate (4nm) พ่วงชิปประมวลผลกราฟิก P1 และแผ่นระบายความร้อน 5K IceShield Vapor Chamber หน้าจอขยับเป็น AMOLED 1.5K สู้แสงดีมากๆ ดีกว่ารุ่นน้องเยอะ
เครื่องบางเฉียบเพียง 7.39 มม. น้ำหนักลดเหลือ 189 กรัม จับถือสบายมือกว่ามาก อัปเกรดความทนทานกันน้ำขั้นสุดระดับ IP68 / IP69K มาพร้อมกับหน้าจอ หลัง Alive Matrix Display ที่สามารถปรับได้ละเอียดกว่ารุ่นน้อง จอดอทแมตริกซ์ด้านหลังเครื่อง สามารถเข้าไปปรับแต่งฟังก์ชันในเมนู Setting -> Status Light วาดเส้น/เขียนตัวอักษรเองได้
ในแง่ของการใช้งาน การทัช การใช้งานให้ฟิลลิ่งที่ พรีเมี่ยมกว่ารุ่นน้อง ประมาณนึง หน้าจอลื่นไหล สีสันต์คมชัด สู้แสงดีระดับนึง อยู่กลางแจ้งกลางแดด ไร้กังวลกับการใช้งาน หน้าจอขนาด 6.78 นิ้ว HyperLux AMOLED ความสว่างสูงสุด 4500 nits หน้าจอรองรับการแสดงผล 1.07 พันล้านสี และ ขอบจอคือ บางเลย ดูจากภาพได้เลยครับ หากเทียบกับ POVA 8 5G ธรรมดา จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า มันบางกว่าจริง และรองรับการสแกนลายนิ้วมือ ใต้หน้าจอ
การใช้งานเป็นยังไงบ้าง ในส่วนของการใช้งาน ในเบื้องต้น แบตเตอรี่จะได้น้อยกว่ารุ่นน้องหน่อยนึง แต่การจับถือผมว่ามันพรีเมี่ยมกว่า ตัวเครื่องบาง ถือจับสบายใช้งาน แบตอึดเหมือนกันแต่ถ้าเทียบกับ Pova 8 5G ระยะเวลาการใช้งานจะน้อยกว่า ประมาณนึง แบตเตอรี่ในรุ่นนี้มีขนาด 6500 mAh รองรับชาร์จไว 45W เหมือนกัน โหมดต่างๆ แทบจะไม่ต่างกัน
ในด้านของเกมส์ ผมได้ลองเทส ROV ปรับสุดหมด ลื่นไหลมากๆ รวมถึงปรับโหมดช่วยขับเฟรมเรตขึ้นมา เปิด HDR ลื่นไหลมากๆ นิ่งกริ้บเลยครับ แล้วเครื่องเบา จับถือถนัดมากๆ


ในส่วนของกล้อง กล้องมีการอัปเกรดขึ้นมา จากรุ่นน้อง โดยใช้เซนเซอร์ Sony Lytia 700C มาพร้อม OIS กันสั่น และ เลนส์ UltraWide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ติดมาให้ กล้องหลัง และ กล้องหน้าสามารถรองรับการถ่าย 4K 30FPS ได้เลย ในแง่ของภาพ ก็ถือว่าใช้งานได้จริง ใช้ดีถ่ายโหมดบุคคลสวย
ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับ HIOS 16 สมัยก่อนรอมจีนมักจะโดนบ่นเรื่องความรก แอปแถมเยอะ หรือแจ้งเตือนเด้งมั่วซั่ว แต่ HiOS ยุคใหม่โดยเฉพาะเวอร์ชันล่าสุดที่ครอบรันบน Android ถูกรื้อและขัดเกลาใหม่ไปเยอะมาก
ฟีลลิ่งแรกที่แตะหน้าจอคือ มันพยายามทำให้ดูแพงและโมเดิร์นขึ้น อนิเมชันการเปิด-ปิดแอป ดึงแถบแจ้งเตือนลงมา ทำได้สมูทตาไม่ค่อยเจออาการเฟรมกระตุกเวลาไถฟีดเร็วๆ นอกจากนี้ยังมี ฟีเจอร์ต่างๆ ให้มาแบบท่วมๆ ทั้ง AI แปลภาษา แต่งภาพ และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงผู้ช่วยส่วนตัว Ella ที่จะคอยตอบคำถาม ต่างๆ ให้เข้าใจ แต่แอพ Pre install มันก็ยังมีอยู่ต้องทำใจครับ แต่ก็สามารถลบออกได้
ประมาณนี้ครับ ส่วนตัวผมคิดว่า Pova 8 5G เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป ราคาดี แบตอึดสามารถใช้งานได้ทั่วไป หรือ ซื้อให้ผู้สูงวัย พ่อแม่ใช้ก็คุ้มค่า ดูหนังแนวตั้ง หนัง AI เพลินแน่นอน 5555+ส่วน Pova 8 Pro 5G ก็จะได้ฟิลพรีเมี่ยม การจับถือดี เบาพกพาสะดวก กล้องสวยเกมส์ลื่นๆ เลย
ใครสนใจสามารถสั่งซื้อได้ที่